โลกนี้ไม่สมบูรณ์หรอกมีทุกข์ตลอดเวลา โลกก็สอนธรรมะเรา สอนให้เราเห็น เราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รักที่ไม่พอใจ ร่างกายเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย จิตใจเราเองเที่ยวหาความสุขมา ความสุขก็ไม่ยั่งยืน เกลียดความทุกข์ไล่มันก็ไม่ได้ พอเราเข้าใจ เรียกว่าเราเข้าใจความจริง การเข้าใจความจริงก็คือเข้าใจธรรมะ ธรรมะก็คือตัวสัจธรรมตัวความจริงนั่นล่ะ ความจริงในทางโลกกับความจริงในทางธรรม ก็เป็นความจริงเรียกโลกิยธรรมกับโลกุตตรธรรม ถ้าเราเข้าใจความจริงของโลก เราก็อยู่กับโลกอย่างมีความสุข ถ้าเราเข้าใจความจริงในโลกุตตระ เรามีความสุขที่ไม่อิงอาศัยคนอื่น ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่น ความสุขตัวนี้ยั่งยืน ในขณะที่ความสุขในโลกนั้นไม่ยั่งยืน หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 สิงหาคม 2564

Direct download: 640828.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 2:30pm +07

ชาวพุทธไม่ได้ทำแค่ทำสมถะวิปัสสนา ชาวพุทธก็ทำหน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ต่อครอบครัว หน้าที่ต่อชุมชน พัฒนาตัวเองไป ฉะนั้นการที่เราอยู่บ้าน ทำมาหากินอยู่อะไรนี่ด้วยความสุจริต เราได้ปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว อันนี้เป็นโลกิยธรรม ส่วนถ้าเราอยากพ้นจากโลก เราก็มาฝึกให้หนักขึ้น เข้มงวดในการรักษาศีล เข้มงวดในการฝึกสมาธิ ขยันขันแข็งในการเจริญปัญญา ถ้าเราทำได้ก็เดินไปสู่โลกุตตระ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นล่ะ เป็นมรรค มรรคก็คือหนทางไปสู่ความดับสนิทแห่งทุกข์ ฉะนั้นที่เราปฏิบัติธรรมๆ สูงสุดก็คือเพื่อดับทุกข์ เพื่อความดับสนิทของทุกข์นี่เป้าหมายสูงสุด ในทางโลกิยธรรมก็คือเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดี แล้วก็เกื้อกูลที่วันหนึ่งเราจะสามารถพัฒนาจิตใจตัวเอง ไปสู่ความดับสนิทแห่งทุกข์ได้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 สิงหาคม 2564

Direct download: 640822.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

กรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา ควรจะดูกายหรือดูจิตเป็นหลักไว้ ถ้าเราเป็นพวกตัณหาจริต พวกรักสุข รักสบาย รักสวยรักงามอะไรอย่างนี้ ไปดูกายไว้ ถ้าพวกเจ้าความคิด เจ้าความเห็น พวกทิฏฐิจริตไปดูจิตไว้เป็นหลักเลย สังเกตตัวเอง ปัญหาอยู่ตรงนี้ทุกคนเป็นจริตผสม มีทั้งตัณหาจริตและทิฏฐิจริต ที่จะแบ่งแยกเพียวๆ เลยไม่เคยเจอ เพราะทุกคนมีทั้งตัณหาและทิฏฐิ ดูเอาตัวไหนเด่น บางคนเจ้าความคิดเจ้าความเห็นมาก พวกนี้ทิฏฐิเด่น บางคนติดสุขติดสบายแล้วก็เจ้าความคิดเจ้าความเห็นด้วย แต่ระหว่างเอาความสุขความสบายกับเอาความรอบรู้อะไร สนใจความสุขความสบายมากกว่า พวกนี้ไปดูกายเลย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 สิงหาคม 2564

Direct download: 640821.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

พยายามตั้งใจทุกวันๆ ทุกวันเราจะต้องสร้างความดีให้ได้อย่างน้อยก็อย่างหนึ่ง ตั้งใจไว้เลย ทุกวันนี้จะต้องทำความดีสักอย่างหนึ่ง สะสมไปเรื่อย อาจจะไปช่วยสงเคราะห์คน ไปช่วยสัตว์ลำบาก ไปอย่างโน้นอย่างนี้แล้วแต่โอกาส แล้วแต่ความเหมาะสม แล้วแต่ความสามารถ ฉะนั้นทุกวันทำความดีอะไรสักอย่างหนึ่งก็ยังดี ทำอะไรไม่ได้หรือไปกวาดหน้าบ้านเราให้สะอาดๆ คนผ่านไปผ่านมาเขาได้สบายใจแค่นี้ก็ดีแล้ว ฝึกตัวเองทุกวันๆ ส่วนเรื่องกรรมฐานก็ต้องทำทุกวัน ความดีมีโอกาสทำก็ทำ ถ้ายังไม่มีโอกาสก็อยู่เฉยๆ แต่กรรมฐานต้องทำ ค่อยๆ ฝึกไป มีร่างกายทั้งที แทนที่เอาไปทำเหลวไหล เอามาฝึกกรรมฐานเสีย เอามาหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ เราใช้ร่างกายเราให้เกิดประโยชน์ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นี้เป็นประโยชน์ของตัวเองในปัจจุบัน แล้วพอเราเข้าใจธรรมะขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่นในอนาคต หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 สิงหาคม 2564

Direct download: 640815.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00pm +07

อยู่อย่างไรถึงจะเรียกว่าอยู่เป็น อยู่แบบเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต ว่าไม่มีอะไรที่เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างหรอก โลกนี้ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา อย่างเราอยากให้โควิดหมดไป ยังไม่ถึงเวลามันก็ไม่หมด ก็อยู่ไปอย่างระมัดระวัง มีสติรักษาจิตใจไม่บ้าเสียก่อน รักษาร่างกายให้ดีที่สุด เรียกอยู่เป็น พอเวลาจะตายก็ตายเป็น มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา ดูไปเรื่อยๆ เห็นสติรู้ร่างกายมันทรมาน จิตมันตั้งมั่นเป็นคนรู้ ดูลงไปร่างกายที่เจ็บปวดนั้นไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นสมบัติของโลกที่เรากำลังจะคืนให้โลกแล้ว จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราสั่งอะไรมันไม่ได้สักอย่างเลย แต่ทำได้แค่รู้ทันมันไป มันยินดีในภาวะอย่างนี้ มันยินร้ายในภาวะอย่างนี้ ในที่สุดก็รู้ทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง ถ้าตายไปก็ไปสุคติ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 สิงหาคม 2564

Direct download: 640814.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

สติปัฏฐานคือมีสติอยู่ในฐานกาย เวทนา จิต ธรรม ฐานใดฐานหนึ่ง ถ้าเมื่อไรไม่มีสติรู้กาย ไม่มีสติรู้ใจ เมื่อนั้นไม่ได้ทำสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าบอกสติปัฏฐานเป็นเอกายนมรรค เป็นทางสายเอก เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น จิตจะเข้าถึงความสิ้นตัณหาได้ต้องทำสติปัฏฐาน ไม่มีทางเลือกทางที่สอง สติปัฏฐานมี 2 อย่าง อันแรกทำให้เกิดสติ อันที่สองทำให้เกิดปัญญา จะมีปัญญาได้ต้องมีสัมมาสมาธิ มีสมาธิที่ถูกต้อง ในที่สุดจากวิปัสสนาก็จะกระโดดขึ้นไปสู่ปัญญา จากวิปัสสนาปัญญาจะกระโดดขึ้นไปสู่โลกุตตรปัญญา ฝึกสติปัฏฐานไว้ มีสติรู้กายเนืองๆ รู้จิตใจเนืองๆ ต่อไปปัญญาเกิดก็แยกขันธ์ได้ วิปัสสนาปัญญาเกิด ก็จะเห็นไตรลักษณ์ของแต่ละขันธ์ สุดท้ายโลกุตตรปัญญาเกิด ก็ตัดกระแสเข้าไปสู่ธรรมแท้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2564

Direct download: 640808.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

อาศัยช่วงของโควิดเราออกไปเที่ยวไม่ได้ ถ้าเราชำนาญในการพิจารณาร่างกาย เราก็เที่ยวอยู่ในร่างกาย ไม่ให้จิตหนีออกจากกาย ถ้าจิตเที่ยวอยู่ในร่างกายนี้ คอยรู้สึกอยู่ในกายนี้ กิเลสชั่วหยาบทั้งหลายเกิดไม่ได้ มันมีสติเที่ยวอยู่ในกาย แล้วถ้าปัญญามันเกิดมันจะเห็นว่า กายนี้ว่างเปล่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ดูจิตดูใจ เห็นจิตเที่ยวไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็นจิตสร้างภพน้อยภพใหญ่ทางใจ เห็นแต่ทุกข์ ภาวนาแล้วก็จะรู้แจ้งแทงตลอด ความเกิดมีขึ้นครั้งใด ความทุกข์มีขึ้นเมื่อนั้น ก็เกิดดี เกิดเลว หมุนเวียนอยู่ในจิตเรานี่ล่ะ เห็นอย่างนี้ต่อไปจิตมันก็รู้ว่า ภพทั้งหลายเอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 สิงหาคม 2564

Direct download: 640807.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

“จริงๆ สิ่งที่เราต้องการในชีวิตเรา คือปัจจัย 4 ทางร่างกาย ปัจจัย 4 ทางจิตใจ ที่หลวงพ่อว่าสิ่งที่จะเป็นปัจจัย 4 ของจิตใจ ก็คือมีทำทานทำบุญไป มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา นั่นล่ะเป็นปัจจัยที่ให้จิตใจของเราสดชื่นแข็งแรง เหมือนปัจจัย 4 ทำให้ร่างกายของเราสดชื่นแข็งแรง เราก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป รักษาศีล เจริญสติ เจริญปัญญาไป ชีวิตก็จะดีขึ้นๆ ร่างกายนี้ตายแล้วก็ตายเลย แต่จิตนี้ตายแล้วเกิดต่อ เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างให้ร่างกายอยู่รอดกับให้จิตใจอยู่รอด เอาจิตใจอยู่รอดไว้ รอดจากกิเลสได้มีความสุขที่สุดเลย มีชีวิตอยู่ทางโลกรอดไปวันหนึ่งๆ ก็เพื่อรอความทุกข์อันใหม่ที่จะมาถึง แต่จิตใจที่มันอยู่รอดไปแล้ว มันมีความสุข มันมีความอิ่ม มันมีความเต็มอยู่ในตัวเอง ไม่หิวไม่กระหาย ความหิวความกระหายของจิตก็คือตัวตัณหา คือมันไม่โง่เสียอย่างเดียว มันก็ไม่หิว" หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2564

Direct download: 640801.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

"ทำกรรมฐานอะไรก็ได้ที่เราถนัด ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำอันนั้น แล้วแทนที่มุ่งไปที่ความสุขความสงบ คอยรู้ทันจิตตัวเองไป เราจะเดินปัญญาอย่างนี้ เรียกปัญญานำสมาธิ ใช้สมาธิชนิดขณิกสมาธิ สมาธิทีละขณะๆ อย่างนี้ อย่างเรารู้ทันว่าจิตไหลไปปุ๊บ ตรงนี้สมาธิก็เกิดขึ้นชั่วขณะ เดี๋ยวก็ไหลไปอีกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมุนไปทุกหนทุกแห่งใน 6 ช่องทาง ตรงที่เรามีสติรู้มันจะมีจิตผู้รู้แทรกขึ้นมากั้นกลาง จิตหลงไปดูเรารู้ว่าหลงไปดูปุ๊บ จิตรู้ก็เกิดขึ้นมากั้น จิตหลงไปดูก็ดับ มีจิตรู้อยู่ชั่วคราว จิตหนีไปคิดแล้ว นี่หลงไปคิดหลงทางใจ เรามีสติรู้ทันว่าจิตหลงไปคิดปุ๊บ จิตหลงไปคิดก็ดับ เกิดจิตรู้ขึ้นมาคั่นอีกแล้ว จิตของเราจะขาดเป็นช่วงๆๆ ไป ตรงนี้เป็นการเจริญปัญญา" หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 กรกฎาคม 2564

Direct download: 640731.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

พอจิตมันตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว มันจะเห็นทุกข์ได้ ถ้าจิตไปว่างอยู่ข้างนอก ไม่มีวันเห็นทุกข์หรอก มันมีแต่สุข มันมีแต่สบาย มีแต่ว่าง ถ้าจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวจริงๆ ระลึกลงในกายก็เห็นทุกข์ในกาย ระลึกลงที่จิตก็เห็นทุกข์ที่จิต ตรงนี้จิตมันเดินปัญญาได้ แล้วขันธ์มันแยก มันแยกตั้งแต่จิตเราตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูแล้ว หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2564

Direct download: 640725.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ถ้าเราภาวนา เราคิดว่าถือศีลอย่างนี้มีข้อปฏิบัติอย่างนี้ดี นั่นคือสีลัพพตปรามาส ถือศีลบำเพ็ญพรตแบบลูบๆ คลำๆ ก็ต้องรู้ว่าการรักษาศีลเป็นข้อดีไหม ดี แต่ไม่ใช่รักษาศีลเพื่อจะดี เพื่อจะสุข เพื่อสงบ การมีข้อวัตรปฏิบัติพระก็มี แต่ไม่ได้มีข้อวัตรปฏิบัติเพื่อไว้ข่มคนอื่น แต่เอาไว้เพื่อจะขัดเกลาจิตใจตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งให้การอบรมกับจิตใจ จนกระทั่งวันหนึ่งมันเห็นความจริงของกายของใจ ฉะนั้นเราจะต้องก้าวพัฒนาตัวเองมาสู่ การเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจให้ได้ ถ้าเราภาวนาถือศีลบำเพ็ญพรต แต่ไม่ก้าวมาสู่การเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ อันนั้นยังลูบๆ คลำๆ อยู่ ยังไม่ใช่แก่น ยังไม่ได้แก่นของการปฏิบัติ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 กรกฎาคม 2564

Direct download: 640724.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

การภาวนาเราตัดตรงเข้ามาเรียนรู้ที่จิต เป็นหนทางปฏิบัติที่ลัดสั้น แต่บางคนไม่มีกำลังที่จะตัดตรงเข้ามาเรียนจิต ก็เรียนทางกายไปก่อน หัดรู้กายไปก่อน รู้กายถูกต้อง ชำนิชำนาญต่อไปจิตก็มีกำลังขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมา มันก็จะค่อยมาดูจิตได้ทีหลัง ฉะนั้นดูกายต่อไปก็เห็นจิต แต่ถ้าดูจิตได้ก็ดูไปเลย มิฉะนั้นเสียเวลา อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อคิดเอาเอง เป็นคำสอนที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนมา หลวงปู่มั่นบอกว่า “ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ถ้าดูจิตไม่ได้ ดูกายไม่ได้ทำสมถะ” ท่านสอนอย่างนี้ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็บอกว่า การดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด คือตัดตรงเข้ามาที่นี่เลย คนเราจะดี จะชั่ว จะสุข จะทุกข์ก็เพราะจิต จะเกิดในภพภูมิอะไรก็เพราะจิต ฉะนั้นตัดตรงเข้ามาที่จิต ตรงนี้ก็เร็ว ไปได้เร็ว -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 18 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640718 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640718.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00pm +07

เวลาที่เราเดินทางไกลในสังสารวัฏ เราก็มีพ่อ มีแม่ มีสามี มีภรรยา มีลูก มีหลาน แต่ละภพแต่ละชาติก็มีเยอะแยะไปหมด ชาตินี้คนนี้มาเป็นสามี ชาติหน้าคนอื่นก็มาเป็นอะไรอย่างนี้ วัฏฏะไม่มีความแน่นอน หรือมาเป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลานกัน วัฏฏะที่ยาวนานนั้น พระพุทธเจ้าท่านถึงขนาดบอกว่า คนในโลกที่มาเจอกัน ที่ไม่เคยเป็นพ่อแม่พี่น้องกัน ไม่เคยเป็นลูกเป็นอะไรอย่างนี้ หาแทบไม่ได้เลย สังสารวัฏไม่ได้มีอะไรน่าชื่นใจเลย แล้วก็ไม่มีอะไรยั่งยืนมั่นคงเลย มันเป็นอย่างนี้มาตลอด ถ้าเราเข้าใจเราก็ไม่ยึดถือมันมาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640717 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640717.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

การเรียนรู้จิต รู้เท่าทันจิต ดูได้ 2 แบบ อันหนึ่งรู้จิตซึ่งประกอบด้วยเจตสิกต่าง ๆ อย่างเช่น จิตโลภเกิดแล้วก็ดับ จิตโกรธเกิดแล้วก็ดับ ความโลภ ความโกรธมันเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่มาประกอบจิต จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ เราเห็นจิตและความรู้สึกต่างๆ มันเกิดขึ้น มันเกิดอยู่ด้วยกัน เห็นจิตมันเกิดดับผ่านเจตสิก อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นพฤติกรรมของจิต จิตเดี๋ยวก็มีพฤติกรรมไปดู เป็นผู้ดู เดี๋ยวก็เป็นผู้ฟัง เดี๋ยวเป็นผู้ดมกลิ่น เดี๋ยวเป็นผู้ลิ้มรส เดี๋ยวเป็นผู้รู้สัมผัสทางร่างกาย เดี๋ยวเป็นผู้คิดนึกทางใจ เดี๋ยวเป็นผู้เพ่งทางใจ หรือบางทีก็เป็นผู้รู้ขึ้นมา เราจะเห็นจิตมันทำงานอยู่ทางอายตนะทั้ง 6 เดี๋ยวก็ดูรูป เดี๋ยวก็ฟังเสียง เดี๋ยวได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640711 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640711.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

เริ่มจากอินทรียสังวร ถ้าอินทรียสังวรดี สุจริต 3 จะเกิด สุจริต 3 ดี การเจริญสติปัฏฐานจะสมบูรณ์ขึ้นมา การเจริญสติปัฏฐานที่สมบูรณ์จะทำให้โพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ขึ้นมา แล้วโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ขึ้นมา มรรคผลจะเกิด นิพพานจะปรากฏ เป็นเรื่องของเหตุกับผล ถ้าทำเหตุอย่างนี้จะมีผลอย่างนี้ ทำเหตุอย่างนี้จึงมีผลอย่างนี้ ธรรมะทั้งหลายของพระพุทธเจ้ามีลักษณะอย่างนี้ เป็นเหตุกับผลที่สืบเนื่องกันไป เป็นขั้นๆๆ สืบเนื่องกันไป เราค่อยๆ ภาวนาเดี๋ยวเราก็เข้าใจ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640710 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640710.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

หนีโลกกับเหนือโลก ไม่เหมือนกัน หนีโลกนี่เหมือนคนอ่อนแอ แพ้ผัสสะ แสวงหาแต่ความสุขความสบายอะไรอย่างนี้ ไม่อยากกระทบอารมณ์ พวกหนีโลกนี่ไม่สามารถพ้นโลกได้ มันเอาแต่หนี มันก็จะหนีจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ในขณะที่พวกที่เรียนรู้โลก สิ่งที่เรียกว่าโลกก็คือกายกับใจเรานี่ล่ะ เรียนรู้มากๆ เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตมันคลายความยึดถือในกายในใจ จิตไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ ก็เรียกจิตมันพ้นโลก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640704 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640704.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ถ้าเรามีความเห็นถูก มีความคิดถูก มีคำพูดถูก มีการกระทำถูก มีการเลี้ยงชีวิตถูก มีความเพียรถูก มีสติถูก มีสมาธิถูก อริยมรรคมันก็เกิดขึ้น พอถึงจุดที่สมาธิถูก จิตมันถึงสัมมาสมาธิแล้ว สัมมาญาณะคือปัญญาที่ถูกต้องมันจะเกิด แล้วจิตรวมลงไปเราจะเห็นสภาวะเกิดดับอยู่ภายใน ตรงนี้ญาณทัสสนะที่แท้จริงมันเกิดแล้ว แล้วถัดจากนั้นมรรคผลก็เกิด ตรงที่มรรคผลเกิดก็เป็นสัมมาวิมุตติเกิดขึ้น หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 กรกฎาคม 2564 ไฟล์ 640703 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640703.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวเท่าที่เราคิดหรอก ชีวิตเราเป็นขณะๆ ไป ชีวิตขณะนี้มีความสุข ชีวิตขณะนี้มีความทุกข์ ชีวิตที่สุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ ชีวิตที่ทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ ชีวิตที่มีกุศล ชีวิตที่มีอกุศลก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ ตรงที่เราทำวิปัสสนาเราก็จะเห็นอย่างนี้ เรามีชีวิตอยู่ชั่วขณะจิตเท่านั้นเอง ชีวิตที่มีอยู่ชั่วขณะจิต แล้วเรามีสติมีปัญญาระลึกรู้ลงตรงนี้ได้ จิตไม่หลงไปอดีต จิตไม่หลงไปอนาคต ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันได้จริงๆ เราจะไม่คร่ำครวญถึงอดีต เราจะไม่เพ้อฝันกังวลถึงอนาคต บางทีก็ใฝ่ฝันปลื้ม บางทีก็กังวลถึงอนาคต เราอยู่กับปัจจุบันซึ่งเป็นความจริง ไม่ใช่ความจำในอดีต ไม่ใช่ความคิดในอนาคต ชีวิตที่อยู่กับความจริงในปัจจุบัน เป็นชีวิตที่ทุกข์ไม่ได้หรอก -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640627 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640627.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มันเกิดด้วยกัน แล้วถ้าสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิมันทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าปัญญาที่แท้จริงจะไม่เกิด สัมมาญาณะ คือตัวปัญญาที่ถูกต้องจะเกิด เมื่อสัมมาญาณะเกิด คือมีปัญญาที่ถูกต้องเกิดแล้ว สัมมาวิมุตติ วิมุตติที่แท้จริงก็จะเกิด ทำไมมีคำว่าสัมมาด้วย มันมีมิจฉาเหมือนกัน นั่งสมาธิแล้วก็ลืมเนื้อลืมตัว จิตวูบหมดความรู้สึกตัวแล้วบอกบรรลุมรรคผล มันมิจฉาวิมุตติ สัมมาวิมุตติก็คือเกิดอริยมรรค อริยผล ก็อาศัยที่เรามีสติคอยรู้สึกๆ อยู่ในกายในใจเรื่อยๆ ตรงที่เรามีสติคอยรู้สึกอยู่ในกายในใจ สัมมาวายามะก็เกิด สัมมาสติก็เกิด สัมมาสมาธิก็เกิด เกิดอัตโนมัติ ฉะนั้นสติไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อันนี้พูดถึงในส่วนของการฝึกจิต ที่จริงแล้วสติครอบคลุมองค์มรรคทั้งหมดเลย ถ้าเราขาดสติตัวเดียวองค์มรรคไม่มีเหลือเลย -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640626 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640626.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

สติปัฏฐาน 4 ถ้าเราฝึกไป เบื้องต้นทำให้เกิดสติ เบื้องปลายทำให้เกิดปัญญา แล้วสติปัฏฐาน 4 นี่ไม่ว่าหมวดใดหมวดหนึ่ง สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ถ้าเราไปอ่านพระไตรปิฎกจริงๆ อย่างมหาสติปัฏฐานสูตร ลงท้ายแต่ละบรรพแต่ละบทจะลงท้ายเหมือนกันหมดเลย ว่าท่านถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ ถ้าถอดถอนความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ มันก็พ้นโลกเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเจริญกายานุปัสสนาก็พ้นโลกได้ เจริญเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนาก็พ้นโลกได้ทั้งสิ้น -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640620 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640620.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

สมถะกับวิปัสสนาเป็น 2 สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน บอกว่า “สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง” คู่นี้เป็นสิ่งที่ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คู่นี้คือมรรค สมถะและวิปัสสนาคือมรรคที่เราต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ท่านย้ำว่าด้วยปัญญาอันยิ่ง สมถะทำแบบไร้สติ ไร้ปัญญา ใช้ไม่ได้ ทำวิปัสสนาแต่ว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา ทำด้วยความงมงาย ใช้ไม่ได้ ปัญญานั้นเราต้องเห็นความจริง มันถึงจะเป็นปัญญา รู้ถูกเข้าใจถูกมันถึงจะเป็นปัญญา ฉะนั้นคู่นี้ทิ้งกันไม่ได้ สมถะกับวิปัสสนาเกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน ประคับประคองกันให้ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งโพธิ สู่เส้นทางแห่งมรรคผล หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 19 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640619 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640619.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

การปฏิบัติทิ้งเรื่องจิตไม่ได้หรอก เริ่มจากจิต มีจิตเป็นผู้รู้ เอาจิตที่เป็นผู้รู้ไปเจริญปัญญา เจริญปัญญามากเข้า จิตก็รวมลงที่จิตอีก เข้าอัปปนาสมาธิ เข้าของมันเอง เพราะมันไม่มีความยินดียินร้ายแล้ว แล้วมันก็มาตัดกิเลสที่จิต ที่มรรคจิต สัมผัสพระนิพพานด้วยจิต เรียกว่าผลจิต เรื่องของจิตทั้งนั้น ฉะนั้นจะชอบเรื่องจิตหรือไม่ชอบเรื่องจิต ก็ทิ้งเรื่องจิตไม่ได้ ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ อย่างหลวงปู่มั่น ท่านถึงบอก “ได้จิตก็ได้ธรรม ไม่ได้จิตก็ไม่ได้ธรรม” ได้จิตก็จะได้ธรรมะ ไม่ได้จิตก็ไม่ได้ธรรมะหรอก ฉะนั้นจิตนั้นมันเป็นกุญแจของการปฏิบัติ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640613 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640613.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

คนที่มีความเมตตา อย่าว่าแต่มนุษย์เลย สัตว์มันยังรักเลย อย่างสัตว์ร้ายๆ ใจเรามีเมตตาอยู่ สัตว์ก็ไม่ทำร้ายเรา ยกเว้นสัตว์ที่มันบาดเจ็บมันถูกคนทำร้ายมาจนฝังใจ พวกนี้ถึงเจอคนมีเมตตามันก็กัดเอาเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นสัตว์ทั่วๆ ไป เราเห็นมัน เราเมตตามัน มันก็เมตตากับเรา เป็นมิตรกับเรา กระแสของความเมตตามันร่มเย็น หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640612 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640612.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

วิธีที่จะเรียนรู้ธรรมะ ก็คือการที่คอยรู้ลงที่กายที่ใจของตัวเอง ธรรมะแสดงอยู่ที่กายที่ใจนี้ มีสติคอยรู้ลงไป มีจิตตั้งมั่น ไม่ถลำลงไปรู้ ในที่สุดปัญญาก็เกิด ร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฉะนั้นการที่เราฟังธรรมหรืออ่านธรรมะ เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติ วิธีปฏิบัติธรรม เรียนรู้ธรรมที่แท้จริง คือการเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ จะเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจได้ ใจต้องมีความตั้งมั่น มีสมาธิ สติต้องระลึกลงในกาย สติต้องระลึกลงในใจ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640606 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640606.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

กิเลสมันมีชั้นเชิงของมัน ฉะนั้นเราก็รักษาศีลไว้ แล้วก็เจริญสติ เจริญปัญญาของเราเรื่อยๆ ไป มีจิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดูกายดูใจทำงานไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ากายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันก็จะทำลายอาสวะเป็นระดับๆ ไป ไม่ยากหรอกแต่ต้องอดทน หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 มิถุนายน 2564 ไฟล์ 640605 ซีดีแผ่นที่ 90

Direct download: 640605.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

1 « Previous 1 2 3 4 5 6 7 Next » 56