ฝึกตัวเอง อย่าเกี่ยง อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ มีธรรมะอยู่หมวดหนึ่ง ที่ว่ากฎแห่งกรรมมันจะทำงานได้ดีไม่ดี เรื่องของสมบัติ 4 ข้อ และก็วิบัติ 4 ข้อ อย่างคติวิบัติ พวกเราทั้งหมด เกิดในภูมิมนุษย์ ก็ถือว่าเป็นสุคติ ขณะนี้เราก็มีคติสมบัติ อันแรกเราได้เกิดเป็นมนุษย์ อันที่ 2 เรายังอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เราสามารถภาวนาได้ เรามีอุปธิสมบัติ คือสภาพร่างกายเราแข็งแรง ยังมีสุขภาพที่พอไปได้ อีกอันหนึ่งเขาเรียกกาลสมบัติ หรือกาลวิบัติ คือเวลา ช่วงเวลา อย่างบางช่วงบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ภาวนาดี ภาวนาง่าย ก็มีกาลสมบัติ เกิดในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย เป็นกาลวิบัติ สมบัติอีกอันหนึ่งเรียกว่าปโยคสมบัติหรือปโยควิบัติ มีความเพียรพยายาม มุ่งมั่นจะทำในสิ่งที่ดีแค่ไหน ตัวนี้เป็นตัวที่พวกเราขาดเยอะ อย่างคติสมบัติของเรามี เราเป็นมนุษย์ อุปธิสมบัติของเรามี ร่างกายเรายังแข็งแรง เวลาของเรายังมี ยังไม่ตาย ยังมีเวลาเหลืออยู่ มันอยู่ที่ปโยคสมบัติของเรามีไหม มีความเพียรไหม มีความพากเพียรที่จะภาวนาไหม ถ้าเรามีความเพียรที่จะภาวนา ตัวอื่นๆ สำคัญน้อย อยู่ตรงไหนก็ภาวนาได้ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ เรื่องวิบัติมันไม่ได้เป็นเรื่องตายตัว ในสถานการณ์อันหนึ่ง สำหรับคนหนึ่งเป็นสมบัติ สำหรับอีกคนหนึ่งเป็นวิบัติได้ อย่างเวลาร่างกายเจ็บป่วย คนภาวนาไม่เก่ง ไม่ได้ภาวนามาพอสมควร จิตใจระส่ำระสาย ฟุ้งซ่าน ถ้าตายไปก็ไปทุคติ เพราะจิตเศร้าหมอง แต่ถ้าเราภาวนาให้ดี จิตใจเราดี ถ้าร่างกายจะแตกจะดับ จิตที่ดีไปสู่สุคติได้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่อ้างว่า ตอนนี้เป็นช่วงคติวิบัติ บ้านเมืองวุ่นวาย หรือเป็นช่วงกาลวิบัติ คนชั่วร้ายมีอำนาจเยอะแยะ พวกสัทธรรมปฏิรูปมีกำลังเข้มแข็ง หรือช่วงนี้ แหม ร่างกายเราไม่ค่อยแข็งแรง ไม่มีข้ออ้างสักเรื่องหนึ่ง ตัวสำคัญคือความเพียรของเรา ปโยคสมบัติ ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำสติ ทำสติให้มาก เจริญให้มาก แล้วคราวนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ชนิดใด จะอยู่ในสภาพแวดล้อมชนิดใด ร่างกายเราจะเป็นอย่างไร เราสามารถภาวนาได้ เพราะฉะนั้นพยายามฝึกตัวเองให้ดี จะได้ไม่มีข้ออ้าง หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 18 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670518.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ท่านสอนง่ายๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะรู้ว่ามีราคะ จิตไม่มีราคะรู้ว่าไม่มีราคะ เห็นไหม คำพูดนี้ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีอะไรที่พิสดาร จิตเรามีราคะเราก็รู้ จิตไม่มีราคะเราก็รู้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีโทสะรู้ว่ามีโทสะ จิตไม่มีโทสะรู้ว่าไม่มีโทสะ ไม่เห็นจะมีอะไรยุ่งยากเลย ของง่ายๆ ธรรมะเป็นของง่ายๆ เรียบง่าย เปิดเผยตรงไปตรงมา กิเลสของเราทำให้เราคิดว่าธรรมะพิสดารผิดธรรมชาติธรรมดา การภาวนาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย ให้จิตใจอยู่ที่ตัวเอง รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ศัตรูมี 2 อัน ไม่หย่อนก็ตึง หย่อนไปนี่ภาษาพระเรียกว่า ”กามสุขัลลิกานุโยค” ตึงนี่เรียก “อัตตกิลมถานุโยค” ทำตัวเองให้ลำบาก ทางสายกลางคือรู้อย่างที่กายมันเป็น รู้อย่างที่ใจมันเป็นไป นี่เป็นหลักของการปฏิบัติ เหมือนพระพุทธเจ้าจุดไฟขึ้นท่ามกลางความมืด คนซึ่งไม่ได้ตาบอดก็เริ่มมองเห็น นี่เป็นเรื่องธรรมดา พอมีแสงสว่างมันก็มองเห็น ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดเลย แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า เหมือนเปิดของที่คว่ำอยู่ให้หงาย เหมือนพระองค์จุดไฟในความมืด โดยหวังว่าคนซึ่งมีตาปกติจะมองเห็น ธรรมะมันง่ายๆ ตรงไปตรงมาอย่างนี้ เราก็ไปวาดภาพอะไรฟุ้งซ่านมากมายเยอะแยะไปหมด เสียเวลา หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670515.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

รถวินีตสูตร :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 พ.ค. 2567 วิสุทธิ 7 เป็นธรรมะที่น่าฟังมาก ธรรมะบทนี้เกิดจากการสนทนาธรรมระหว่าง ท่านพระสารีบุตรกับพระปุณณมันตานีบุตร พระสารีบุตรท่านถามพระปุณณมันตานีบุตร ท่านปฏิบัติธรรมมาบวชเพื่อศีลวิสุทธิใช่ไหม เพื่อทิฏฐิวิสุทธิใช่ไหม เพื่อจิตตวิสุทธิใช่ไหม เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิใช่ไหม เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิใช่ไหม มรรคกับอมรรค เขาเรียก มัคคา มัคคะ อันนี้เป็นทาง อันนี้ไม่ใช่ทาง ไม่ใช่ เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิใช่ไหม เพื่อเดินในปฏิปทา ไปสู่ความบริสุทธิ์ ให้เกิดปัญญาที่บริสุทธิ์ใช่ไหม ไม่ใช่ เพื่อญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ๆ รวมแล้วก็คือ ธรรมะทั้ง 7 ประการที่เป็นเส้นทางไปสู่ความบริสุทธิ์ พระปุณณมันตานีบุตรบอกว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติเพื่อสิ่งเหล่านี้ ท่านปฏิบัติธรรมเพื่ออนุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีเชื้อเหลือ ไม่มีขันธ์เหลือ วิสุทธิ 7 เป็นทางไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น แต่เราอย่ายึดตัวทาง มิฉะนั้นเราจะไปไม่รอด ไปไม่ถึงฝั่ง พระสารีบุตรบอกว่าที่ท่านพระปุณณมันตานีบุตรพูดมา นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา แล้วก็บอกไม่มีทางอื่นที่จะบรรลุมรรคผล ก็มีแต่วิสุทธิ 7 นี่ล่ะ แต่วิสุทธิ 7 ท่านก็ไม่เอา จะเอาอย่างไรกันแน่ พระปุณณมันตานีบุตรท่านก็เลยบอกว่าจะเปรียบเทียบให้ฟัง พระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ที่สาวัตถี แล้วได้เมืองสาเกตมาอีกเมืองหนึ่ง เป็นเมืองใหญ่เศรษฐกิจดี แกต้องปกครองเมืองใหญ่ๆ 2 เมืองซึ่งตั้งอยู่ห่างกัน ฉะนั้นเวลามีราชการด่วน พระเจ้าปเสนทิโกศลจะเดินทางจากสาวัตถีไปสาเกต จะนั่งรถม้าคันเดียวไป ม้าวิ่งไม่ไหว เขาก็เลยมีสถานีรายทาง 7 สถานีทั้งหมด ตั้งแต่สถานีที่หนึ่งคือจากสาวัตถีไปที่สอง สาม สี่ สถานีที่เจ็ดก็ถึงเมืองสาเกต บอกเวลานั่งรถม้า ก็วิ่งไปเต็มที่เลย วิ่งเร็วๆ เต็มเหนี่ยว พอไปถึงสถานีที่สองม้ามันเหนื่อยแล้ว เปลี่ยนรถ ขึ้นรถอีกคันหนึ่ง ม้าอีกฝูง อีกคู่หนึ่ง วิ่งต่อไปอีก เป็นรถ 7 ผลัด เดินทางไปด้วยรถ 7 ผลัด ในที่สุดก็ถึงเมืองสาเกต ถ้าคนที่เมืองสาเกตถามพระเจ้าโกศลว่า พระองค์เสด็จมาด้วยรถม้าคันสุดท้ายนี้หรือ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาได้เพราะอาศัยรถทั้ง 7 ผลัด คืออาศัยวิสุทธิ 7 นั่นเอง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ถึงที่สุดแห่งทุกข์เพราะญาณทัสสนวิสุทธิ ไม่ใช่แค่นั้น เราก็จะรู้คุณงามความดีทั้งหลายที่เราทำมา เป็นไปเพื่อส่งทอดเราไปสู่นิพพาน ถ้าเรายึดคุณงามความดีอันนั้นเอาไว้อย่างเหนี่ยวแน่น เราก็ไปนิพพานไม่ได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670512.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

เราเรียนธรรมะ สิ่งที่เราจะได้มาก็คือตัวสัมมาทิฏฐิ ความรู้ถูก ความเข้าใจถูก ไม่ได้อย่างอื่น สิ่งที่ได้จริงๆ แค่สัมมาทิฏฐิ ถ้าเรารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ เรียกเรารู้จักสัมมาทิฏฐิแล้ว ใจเราก็จะหมดตัณหา หมดความยึดถือ หมดความอยาก หมดความยึด หมดความดิ้นรน ความอยากคือตัณหา ความยึดถือคืออุปาทาน ความดิ้นรนของจิตคือภพ ถ้าหมดสิ่งเหล่านี้ จิตก็จะไม่ไปหยิบฉวยขันธ์ 5 ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันจะไม่ไปหยิบฉวยจิตขึ้นมา ขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ถ้าจิตเราไม่ไปหยิบฉวยขันธ์ 5 ขึ้นมา จิตมันก็พ้นทุกข์ คือพ้นจากขันธ์ 5 หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670511.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

รู้สึกลงไป ร่างกายที่นั่งอยู่มันของถูกรู้ รู้สึกไหม ร่างกายที่ขยับมันถูกรู้ ไม่ต้องไปเกร็ง ไม่ต้องจ้อง ขยับแล้ว จ้อง ไม่ได้เรื่องอย่างนั้น ร่างกายที่หายใจออกก็ถูกรู้ ร่างกายที่หายใจเข้าก็ถูกรู้ อันนี้เป็นการจะก้าวไปสู่การรู้ทันจิตตัวเองได้ ร่างกายมันถูกรู้ ใครเป็นคนรู้ จิตเป็นคนรู้ ร่างกายหายใจถูกรู้ จิตเป็นคนรู้ ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอนถูกรู้ จิตเป็นคนรู้ ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง จิตเป็นคนรู้ ค่อยๆ ฝึกไป แล้วเราจะสามารถแยกได้ว่ากายกับจิตคนละอันกัน พอเราแยกกายกับจิตเป็นคนละอันกันได้แล้ว เราจะเริ่มเดินปัญญาต่อได้แล้ว เราจะเห็นว่าร่างกายเป็นไตรลักษณ์ ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู มันเป็นอนัตตาอยู่ ร่างกายที่หายใจออกก็ไม่เที่ยง ร่างกายหายใจเข้าก็ไม่เที่ยง ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ก็ไม่เที่ยง ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง ก็ไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายได้ เราไม่ได้ฌาน เราดูกายด้วยวิธีนี้ ดูให้เห็นว่ากายมันเป็นของถูกรู้ แล้วเราจะแยกกายกับจิตออกจากกันได้ เรียกแยกรูปแยกนาม แยกธาตุแยกขันธ์ได้ เราก็จะเจริญปัญญาต่อได้โดยที่เรายังไม่ได้ฌาน ถ้าเราไม่ได้ฌานแล้วเราดูไปด้วย ร่างกายมันถูกรู้ จิตเป็นคนรู้ ร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ต่อไปเราก็จะเห็นจิตเองก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตเดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็หนีไปคิดเรื่องอื่น เดี๋ยวก็รู้กาย เดี๋ยวก็ไปดูเรื่องอื่น จิตมันวิ่งไปวิ่งมา เราก็จะเห็น จิตมันบางทีก็มีความสุข บางทีมันก็มีความทุกข์ บางทีก็เป็นกุศล บางทีก็เป็นอกุศล เราอาศัยการดูกายในเบื้องต้น แล้วพอแยกกายกับจิตออกจากกันได้แล้ว เราจะดูจิตได้ อันนี้เป็นวิธีทริกนิดหนึ่ง แต่ว่าหลวงปู่มั่นก็สอน รู้กายเพื่ออะไร เพื่อให้เห็นจิต อันนี้ท่านก็สอนเหมือนกัน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670505.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ชาวพุทธเราร่อยหรอเต็มทีแล้ว ชาวพุทธเราไม่ได้เชื่อฟังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้ใส่ใจในการศึกษา ชาวพุทธเรายังตกอยู่ในความประมาท ใช้ชีวิตร่อนเร่ไปวันๆ หนึ่ง แล้วก็หวังพึ่งคนอื่น หวังพึ่งสิ่งอื่น ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อผลของกรรม ไม่ใช่ชาวพุทธหรอก มันเป็นพุทธแต่ชื่อหรอก ไม่มีการศึกษาอย่างยิ่งเลย อย่างพระพุทธเจ้าบัญชาให้มาทำโน้นนี้ ไร้สาระ หรือเป็นพระอนาคามีมาเกิด โกหกซึ่งหน้า “อนาคา” แปลว่า “คนไม่กลับมาแล้ว” ไม่กลับมาสู่โลกนี้แล้ว มันจะมาได้อย่างไร พระอนาคามีละกามคุณอารมณ์ได้แล้ว ละกามาวจรได้แล้ว โลกนี้เป็นกามาวจร กามาวจรภูมิ ภูมิของคนที่ยังเสพกามอยู่ พระอนาคามีพ้นไปแล้ว ขึ้นไปสู่รูปภูมิ อรูปภูมิโน่น ฉะนั้นเชื่อกันแบบไม่มีการศึกษา เชื่องมงาย หวังแต่จะพึ่งปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในการศึกษาปฏิบัติ ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตของเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้ เราก็จะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงได้ ถ้าหวังพึ่งปาฏิหาริย์ หวังพึ่งคนอื่นให้มาช่วยเรา ต้องรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 พฤษภาคม 2567

Direct download: 670504.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 2:30pm +07

จิตมันเป็นตัวทุกข์ มันอยู่ในกองทุกข์ ในขันธ์ 5 ส่วนใหญ่เป็นตัวทุกข์ ยกเว้นตัวโลภะอย่างแรงๆ เป็นตัวสมุทัย เป็นตัณหา นอกจากนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นตัวทุกข์ จิตก็เป็นตัวทุกข์ ถ้าเรารู้แจ้งแทงตลอดว่าจิตเป็นตัวทุกข์ เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง เราก็ละสมุทัย ละความอยาก เมื่อละความอยากได้ เราก็ละความยึดถือจิตได้ เมื่อเราละความยึดถือจิตได้ ภพคือความดิ้นรนที่จะแสวงหาจิต หรือที่จะปล่อยวางจิต หรือที่จะรักษาจิต มันก็ไม่มี พอเราหมดความยึดถือจิต มันก็ไม่มีการที่จะต้องเที่ยวแสวงหาจิต ไม่มีการรักษาจิต ไม่มีความพยายามจะต้องปล่อยวางจิต เมื่อเราไม่มีความดิ้นรนของจิต คือไม่มีภพ จิตก็จะไม่หยิบฉวยจิตขึ้นมา คือไม่มีชาติ ทันทีที่ไม่มีชาติ ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น สิ้นชาติก็สิ้นทุกข์กันตรงนั้นล่ะ เพราะชาติคือการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่ใช่ของดีของวิเศษ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจคือตัวทุกข์ ถ้าเราภาวนาจนเราแจ้งตรงนี้ เรียกว่าเราล้างอวิชชาได้แล้ว รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจแล้ว หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 เมษายน 2567

Direct download: 670428.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ตัวผู้รู้เราก็ไม่รักษา แต่มันต้องพัฒนาให้มีขึ้นมาเพื่อใช้งาน เราก็จะเห็นว่าตัวผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ อย่างจิตเราโกรธ พอเรารู้ว่าโกรธ จิตโกรธดับ จิตผู้รู้เกิด มีอารมณ์มากระทบทางหู มีเสียงเพลงเพราะๆ จิตเกิดราคะขึ้น สติระลึกรู้ จิตที่มีราคะก็ดับ จิตที่รู้ก็เกิด จิตรู้มันจะคั่นจิตที่หลง นานาชนิด มันจะมีตัวรู้แทรกๆๆๆ เข้ามา แล้วมันก็จะทำให้เราเห็นว่า จิตมีราคะอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ จิตสุข จิตทุกข์ อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เราจะเห็นอย่างนี้ แล้วเราก็เห็นลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จิตผู้รู้เองก็เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลงไปดูรูป เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็หลงไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย ไปคิดนึกทางใจ เห็นมันเกิดดับอยู่ทางทวารทั้ง 6 พอมันกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 แล้ว มันก็จะเกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลขึ้นมา ค่อยๆ มีสติตามรู้จิตของตัวเองไปเรื่อยๆ ทีแรกเราก็สามารถแยกจิตกับเจตสิกออก เราก็เห็นจิตสุข จิตทุกข์ จิตดี จิตชั่ว ล้วนแต่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น พอสติเราเข้มแข็ง เราก็เห็นจิตผู้รู้ก็เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ที่มีความสุข ผู้รู้มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีเวทนา เกิดร่วมกับจิตผู้รู้ 2 ชนิด คือ โสมนัสเวทนา คือความสุข กับอุเบกขา เพราะฉะนั้นบางทีเราฝึกมา จิตเราเป็นผู้รู้ บางทีเป็นผู้รู้เฉยๆ มีอุเบกขา บางทีก็มีความสุขแทรกขึ้นมาพร้อมๆ กัน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 เมษายน 2567

Direct download: 670427.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 670425.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

คนในโลกจะติดในสิ่งเหล่านี้ เรียกอุปาทาน มี 4 อัน อันหนึ่งเรียกกามุปาทาน ติดในความสุขความสบาย อยากได้ อีกอันหนึ่งเรียกทิฏฐุปาทาน ติดในความคิดความเห็น ในลัทธิ ในอุดมการณ์ อย่างกามุปาทาน อยากได้วัตถุสิ่งของมากมาย ก็ไปแย่งชิงคนอื่นเขา ระหว่างประเทศก็ไปทำสงคราม แย่งแผ่นดินกัน แย่งผู้คนกัน สมัยโบราณ แย่งผู้คน เดี๋ยวนี้แย่งทรัพยากร เพราะว่าเพราะกาม พวกหนึ่งก็ฆ่ากันตายด้วยอุดมการณ์ เพราะยึดอุดมการณ์ยึดความคิดความเห็น อย่างหยาบๆ ที่ไม่รุนแรงมาก อย่างเรายึดความเห็นของเรา ใครเห็นต่างกับเรา เราโมโห ยึดในทิฏฐิ สิ่งที่ยึดอีกอันหนึ่งก็คือ ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล จะตัดสินทุกอย่าง ด้วยตัวเองทั้งหมดเลย เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง มองทุกอย่างด้วยสายตาของตัวเอง เรียกอัตตวาทุปาทาน เอาอัตตาตัวตนนั่นล่ะเป็นสำคัญ อีกอันหนึ่งคือสีลัพพตุปาทาน ยึดในข้อประพฤติข้อปฏิบัติ ต้องทำอย่างนี้ ถึงจะดี อย่างอื่นไม่ดี หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 เมษายน 2567

Direct download: 670421.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ฝึกกันนานกว่าจิตจะมีกำลังตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ถ้าเราจะทำพอเป็นนิสัย เรียกพอเป็นนิสัย ก็ทำบ้างหยุดบ้าง ก็ไม่เป็นไรหรอก ทำไปเรื่อยๆ สะสมไปหลายๆ ชาติ ต่อไปพระเมตไตรยมาตรัสรู้ เราก็ไปเรียนกับท่าน แล้วนิสัยอ่อนแอโหลยโท่ยอย่างนี้ ไปเจอพระศรีอาริย์ มันก็นิสัยเหลวไหลเหมือนเดิม อันนี้ไม่ใช่หลวงพ่อพูด ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่า บอกบางคน บอก โอ๊ย ค่อยๆ ทำไปนิดๆ หน่อยๆ สะสมเอาไว้ เดี๋ยวไปเจอพระศรีอาริย์ค่อยเอาจริง หลวงปู่ดูลย์บอก คนชนิดนี้มันไม่เอาจริงหรอก มันเหลวไหลตั้งแต่ชาตินี้ เจอพระศรีอาริย์มันก็เหลวไหลอีก เพราะมันเคยแต่เหลวไหล เพราะฉะนั้นเราจะผ่านพระพุทธเจ้านับจำนวนไม่ถ้วน ที่เราเวียนว่ายตายเกิดมายาวนานขนาดนี้ ผ่านพระพุทธเจ้ามานับจำนวนไม่ถ้วน ก็เพราะนิสัยเหลวไหลนี่ล่ะ นิสัยไม่สู้ ยอมให้กิเลสมันลากมันจูงเราไป มันต้องสู้ ต้องสู้ ยอมลำบากเสียก่อนแล้วสบายทีหลัง บอกเลยว่าภาวนาแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มันมหาศาล มันมีความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือน ความสุข มันมีความสงัดอยู่ภายใน ไม่ใช่สงบนะ มันสงัดอยู่ข้างใน จิตมันทรงสมาธิอัตโนมัติอยู่ มันสงัดอยู่ภายใน แล้วมันก็สงบ สงบ ความสุขมันล้นเอ่อขึ้นมา โดยจิตไม่ติดมัน ถ้าจิตยินดีพอใจเมื่อไร ก็แสดงว่ายังไม่ใช่ ยังบรรลุมรรคผลไม่พอ ต้องทำอีก ก็ต้องฝึก ของฟรีไม่มี ธรรมะก็อยู่ใต้กฎแห่งกรรม ทำอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ของฟรีไม่มี ของฟลุกไม่มี หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 เมษายน 2567

Direct download: 670420.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ถือศีลเราก็มีความสงบ สงบกาย สงบวาจา ทำสมาธิ สงบใจ สงบกาย สงบวาจาก็มีความสุขระดับหนึ่ง ทำสมาธิ สงบเข้าถึงใจ มีความสุขไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าเราเจริญปัญญา เราจะพบความสุขที่มหาศาลยิ่งกว่านั้นอีก เกิดปัญญาเข้าใจอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา จิตจะมีความสุข ความสุขอันนี้ไม่เหมือนความสุขของสมาธิ ไม่เหมือนความสุขของการรักษาศีล ความสุขของปัญญามันอิ่มเอิบ ความสุขที่เหนือกว่านั้นคือความสุขของวิมุตติ โดยเฉพาะความสุขของพระนิพพาน ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า “นิพพานัง ปะระมัง สุขัง” พระนิพพานเป็นบรมสุข สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี แล้วสิ่งที่เรียกว่าสงบคือพระนิพพาน พระนิพพานคือสุดยอดของความสงบ ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่มีความสุข อย่าทำตัวเหมือนหมาขี้เรื้อน หมาขี้เรื้อนอยู่ตรงนี้ก็คัน ต้องวิ่งไปอยู่ที่อื่น แล้วก็ประเดี๋ยวก็คันอีกก็วิ่งอีก การที่เราต้องวิ่งพล่านๆ เที่ยวหาความสุขจากโลกภายนอก มันคือกิริยาอาการแบบเดียวกับหมาขี้เรื้อนนั่นล่ะ แต่เราก็ไม่ได้ว่าเขา เพราะคนในโลกไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสได้สัมผัสพระธรรม เขายังจำเป็นต้องวิ่งพล่านไป เพราะคิดว่านั่นดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว เราก็อย่าว่าเขา เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนั้นล่ะ พวกเราสะสมบุญบารมี เราได้ฟังธรรม เราได้ลงมือปฏิบัติธรรม เราได้เข้าใจธรรมะ ชีวิตเราก็เข้าถึงสันติสุขที่แท้จริงมากขึ้นๆ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 เมษายน 2567

Direct download: 670414.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 7:00am +07

มนุษย์ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ต่างกับเดรัจฉานตรงมีวัฒนธรรมนี่ล่ะ วัฒนธรรมก็เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผล ความจำเป็นของสังคม เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราก็มีวัฒนธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีผู้ให้ มีผู้รับ ผู้ที่เขาให้เราก่อนเรียกบุพการี เป็นคนที่หาได้ยาก คนที่ให้เราก่อนโดยไม่หวังผลอะไร เราต้องนึกถึง อย่าไปเชื่อความเห็นของมาร อย่างยุคนี้ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ไม่มีวัฒนธรรม อันนั้นมันหมาแล้ว หมามันยังกตัญญู มันคล้ายๆ สัตว์ ในนี้สัตว์เยอะ ลูกสัตว์พอมันโต มันก็แยกตัวออกไปทำมาหากิน มีครอบครัวของมัน มันไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่เป็นเรื่องแปลก เพราะว่าเขาเป็นเดรัจฉาน ถ้าเราไม่ใช่เดรัจฉาน เราก็นึกถึงพ่อถึงแม่เราบ้าง นึกถึงผู้มีพระคุณของเราบ้าง มันเป็นสิ่งที่ดีงาม หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 เมษายน 2567

Direct download: 670413.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 670408.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ไม่ว่าจะทำกรรมฐานอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความรู้สึกตัว เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าความรู้สึกตัว เป็นจุดตั้งต้นของการปฏิบัติ ที่จะล้างอาสวกิเลสทั้งหลายได้ ถ้าปราศจากความรู้สึกตัว โอกาสยากมากที่จะสู้กิเลสได้ ก็หลงทั้งวัน มันก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลสทั้งวัน หลงตลอดเวลา โมหะเอาไปกินเอาไปครอบงำไว้ทั้งวัน ไม่เคยรู้สึกตัว พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าท่านไม่เห็นธรรมะใดสำคัญเท่ากับความรู้สึกตัว ธรรมะที่เป็นไปเพื่อจะลดละกิเลส เพื่อจะพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะฉะนั้นความรู้สึกตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ทำไปด้วยความรู้สึกตัว ถ้าอานาปานสติหายใจออก รู้สึกตัว หายใจเข้า รู้สึกตัว ถ้าดูอิริยาบท 4 ยืน รู้สึกตัว นั่ง รู้สึกตัว เดิน รู้สึกตัว นอน รู้สึกตัว ทำสัมปชัญญบรรพ เคลื่อนไหว รู้สึก หยุดนิ่ง รู้สึก เน้นตรงที่รู้สึก แล้วการที่เรารู้สึกอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากความรู้สึกตัวแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสงบ คือสมาธิ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราทำกรรมฐานโดยเน้นที่ความรู้สึกตัว เราจะได้สมาธิชนิดที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 เมษายน 2567

Direct download: 670407.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

มันไม่มีอะไรที่แน่นอนสักอย่างเดียวเลย เพราะฉะนั้นความดีใดๆ ก็ตาม จะเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนา ความดีใดๆ ก็ตาม มีโอกาสทำให้รีบทำ อย่าเอาไว้ก่อนเอาไว้ก่อนเอาไว้ก่อน แล้วไม่ได้ทำ แล้วเราจะเสียใจทีหลัง ไม่ว่าชีวิตจะดีหรือจะเลว สุดท้ายเราก็อยู่ในโลกนี้ชั่วคราวเท่านั้นล่ะ จากไปโดยมีสมบัติติดตัวไปหรือว่าไม่มี จะต้องรอรับส่วนบุญของคนอื่น เราทำเอาเองได้ทั้งนั้น มางานศพทั้งที คนตายเขาได้แสดงธรรมะให้เราดู ว่าเกิดแล้วตายแน่นอน พวกเรายังไม่ทันจะตาย เรามาฟังธรรมะเพื่อเตรียมตัวตายอย่างมีศักดิ์ศรี เตรียมตัวตายอย่างคนมีปัญญา แบบลูกศิษย์มีครู ไม่ใช่ตายแบบอนาถา ตายแล้วก็ต้องมาวิ่งตะกาย ขอให้คนแผ่ส่วนบุญให้ หวังพึ่งอะไรอย่างนั้น พวกผีพวกเปรต อายุมันยืนกว่าคน สมมุติว่าเราไปเป็นเปรต ลูกหลานเราทำบุญให้เรา เหลนเราตายแล้ว เรายังไม่ตายเลย ไม่มีใครทำบุญให้แล้ว ต่อไปก็เป็นผีไร้ญาติจนได้ พูดง่ายๆ อายุยืนกว่ามนุษย์ เพราะฉะนั้นทำไว้ด้วยตัวเองปลอดภัยที่สุด หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช สำนักสงฆ์โสธรธรรมนิมิต 6 เมษายน 2567

Direct download: 670406B.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์สอนให้ดูกายก่อน เพราะมันดูง่าย มันเป็นของหยาบ ร่างกายไม่เคยหนีไปไหนเลย มีแต่จิตเราหนีไปจากร่างกาย พอเรารู้ความจริงของร่างกาย มันเป็นของไม่เที่ยง มันถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา มันบังคับควบคุมอะไรไม่ได้ มันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง พอใจมันเห็นความจริง ใจมันก็จะหมดความยึดถือในร่างกาย ในส่วนนามธรรมเราก็ดูไป ค่อยๆ แยกสภาวธรรม ให้มันละเอียดขึ้น เราจะเห็นว่าจิตนั้นก็เป็นสภาวะอันหนึ่ง ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่สุขไม่ทุกข์โดยตัวของมันเอง มันดีมันชั่ว มันสุขมันทุกข์ เพราะมีธรรมะอย่างอื่น มีขันธ์อย่างอื่น นามขันธ์อันอื่นที่ไม่ใช่จิตเข้ามาปรุงแต่ง ความสุขมาปรุงแต่งขึ้นมา มันก็เป็นเราสุข ความทุกข์ปรุงแต่งก็เป็นเราทุกข์ ความดีปรุงแต่งก็เป็นเราดี ความโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นมา เราโลภ เราโกรธ เราหลง กลายเป็นเราทุกทีไป ถ้าหัดแยกได้ เราก็จะเห็นเวลาความสุขเกิดขึ้น เราจะเห็นว่าจิตก็เป็นอันหนึ่ง ความสุขก็เป็นอันหนึ่ง ความสุขกับจิตเป็นสภาวธรรมคนละชนิดกัน เกิดด้วยกัน แต่ว่ามันเป็นคนละอย่างกัน ความสุขทั้งหลายล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ จิตที่ไปรู้ความสุขเข้า ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับไม่ได้เหมือนกัน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ ไป แล้วต่อไปพอจิตใจเราประณีตมากขึ้น เราจะเห็นว่ากระทั่งตัวจิตเองก็เกิดดับ จิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายก็คือไม่ว่าจะเห็นจิตผู้รู้เป็นอนิจจัง หรือทุกขัง หรืออนัตตา สุดท้ายก็คือปล่อยวางจิต ปล่อยวางจิตได้ก็ปล่อยวางขันธ์ทั้งหมดได้ ปล่อยวางขันธ์ทั้งหมดได้ ก็ปล่อยโลกทั้งหมดได้ ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลกอีกแล้ว จิตก็พ้นจากความทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 มีนาคม 2567

Direct download: 670331.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ถ้าลงเห็นขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา ดูซ้ำๆๆ ไปเรื่อยๆ ไม่เฉพาะโสดาบันที่จะได้ ที่สุดแห่งทุกข์ก็มา เพราะการเห็นขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์นั่นล่ะ ตอนที่พระพุทธเจ้าสอนปัญจวัคคีย์ ท่านสอนอนัตตลักขณสูตร ท่านสอนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ปัญจวัคคีย์พิจารณาแล้วเห็นตาม ไม่ใช่คิด ท่านเห็น ต้องเห็นสภาวะ แล้วปัญจวัคคีย์ก็รู้แจ้งแทงตลอด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือสิ่งที่เคยว่าเป็นเราๆ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ท่านหมดความยึดถือในรูปนามขันธ์ 5 นี้ก็ถึงที่สุดแห่งทุกข์ บรรลุพระอรหันต์ไป การที่เราเห็นขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่ล่ะ เป็นทางที่จะทำให้เราบรรลุมรรคผลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป อย่างเราเห็นใจเดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็ไม่โกรธ ปิ๊งขึ้นมารู้เลย จิตก็ไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา มันจะรู้ขันธ์ทั้งหมดไม่ใช่เรา มันจะรู้แจ้งลงไป ตัวเราไม่มี ปัญญาเบื้องต้นตัวเราไม่มี เป็นปัญญาของพระโสดาบัน แต่สุดท้ายเห็นแจ้งทะลุลงไปอีก ขันธ์ 5 ทั้งหมดไม่ใช่แค่ว่าไม่ใช่ตัวเรา เอาเข้าจริงๆ มันคือตัวทุกข์ มันทุกข์เพราะมันไม่เที่ยง มันทุกข์เพราะมันถูกบีบคั้นให้แตกสลาย มันทุกข์เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับ อันนี้เรียกว่าทุกขสัจ ทุกขสัจจะ เห็นทุกขสัจแจ่มแจ้งก็คือพระอรหันต์ เพราะทันทีที่เห็นทุกขสัจแจ่มแจ้ง สมุทัยก็ถูกละอัตโนมัติเลย สัจจะอันที่สองคือสมุทัยดับทันที สัจจะอันที่สามคือนิโรธ คือนิพพาน ปรากฏขึ้นทันที ทันทีที่จิตสิ้นตัณหา จิตสิ้นตัณหาเพราะจิตรู้แจ้งในกองทุกข์ พอรู้แจ้งในกองทุกข์ก็สิ้นตัณหา พอสิ้นตัณหาก็สัมผัสพระนิพพานเลย พระนิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา และขณะนั้นคือขณะแห่งอริยมรรค หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 เมยายน 2567

Direct download: 670406A.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

คนทั้งหลายตลอดชีวิตวิ่งหาแต่ความสุข ใครๆ ก็อยากได้ความสุข ความสุขที่เขารู้จักนั้น ถ้าเป็นภาษาพระก็เป็นกามสุข เป็นสุขที่คลุกคลี ต้องไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น ความสุขที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น มันไม่สุขจริง ก็คนมันวุ่นวาย มันกระทบกระทั่งกันตลอด ในโลกน่าสงสาร วิ่งหาความสุข แต่ไม่รู้ว่าความสุขที่ลึกซึ้ง ที่ประณีต คือความสงบ ความสุขอย่างโลกๆ มันไม่สงบ มีแต่ฟุ้งซ่าน มีแต่ทำให้เสพติด ความสุขที่เกิดจากความสงบ มันเริ่มตั้งแต่การทำสมาธิ สมาธิมันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการปฏิบัติ พอใจมันเริ่มสงบมันมีความสุข มันไม่ต้องยุ่งวุ่นวายอะไรกับใคร จิตที่มันสงบแนบอยู่ในอารมณ์อันเดียว ตรงนี้ก็มีความสุขแล้ว แล้วถ้าจิตมันรู้ว่า มันไหลไปอยู่ที่อารมณ์ แล้วมันตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา มันได้สมาธิอีกชนิดหนึ่ง ก็มีความสุขอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน พยายามฝึกนะ แล้วเราจะได้ความสุขที่ประณีตมากขึ้น ความสุขของสมาธิชนิดสงบ มันความสุขของเด็กๆ ได้ของเล่นที่พอใจแล้วก็ไม่ไปซนที่อื่น ความสุขของจิตที่ตั้งมั่น เป็นความสุขแบบผู้ใหญ่ พร้อมที่จะรับสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ด้วยจิตที่เข้มแข็ง อะไรก็ได้ที่ผ่านมา จิตมันตั้งมั่นเป็นคนเห็นเท่านั้นเอง ไม่อิน นี่ก็เป็นความสุขของสมาธิ 2 ชนิด ความสุขที่ประณีตขึ้นไปอีก คือความสุขจากการเจริญปัญญา เราเกิดความรู้ความเข้าใจ จิตใจมันอิ่มเอิบ มีปัญญา แล้วก็ถัดจากนั้น ถ้ามันเกิดอริยมรรค เกิดอริยผล มันมีความสุขยกระดับขึ้นไปอีก เวลาที่เกิดอริยมรรคแล้ว ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จิตใจมันมีความมั่นคง มันมีความมั่นคง มันรู้ว่าการเดินทางถัดจากนี้ ในสังสารวัฏที่เหลือนี้ไม่ตกต่ำ พอ 4 ครั้งแล้วอาสวะมันจะถูกพรากออกไป แยกออกไป จิตมันจะแยกออกจากขันธ์เด็ดขาด ขันธ์นั้นคือตัวทุกข์ เพราะฉะนั้นจิตพ้นขันธ์ก็คือจิตพ้นทุกข์ ก็อยู่ไปเรื่อยๆ จนขันธ์แตกขันธ์ดับก็เรียกว่าดับทุกข์ ความสุขอันนี้ไม่มีอะไรเหมือน เป็นความสุขที่เสถียรเลย ความสุขของพระนิพพาน เป็นสุขยิ่งกว่าสิ่งอื่น ความสุขที่เราจะสัมผัส มันมีเป็นระดับๆ ไป เพราะสุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” เพราะนิพพานสงบอย่างยิ่ง สงบจากกิเลส สงบจากตัณหา สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากความยึดถือทั้งปวง เพราะฉะนั้นมันมีความสุขอย่างยิ่ง ความสุขอย่างนี้พวกเรามีโอกาสเข้าถึง เพราะเราได้ยินได้ฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว คือเรื่องของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 มีนาคม 2567

Direct download: 670330.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ในความเป็นจริงแล้วเรื่องของกรรม มันก็คือเรื่องของเหตุกับผลนั่นเอง ถ้าเราทำเหตุอย่างนี้ ผลมันก็เป็นอย่างนี้ ทำเหตุอีกอย่างหนึ่ง ผลก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องของเหตุกับผล ธรรมะของพระพุทธเจ้าเต็มไปด้วยเรื่องเหตุกับผลทั้งนั้น ไม่มีอะไรเลื่อนๆ ลอยๆ พิสูจน์ไม่ได้ ฉะนั้นคำสอนของท่านจะเป็นเรื่องของเหตุกับผล อย่างถ้าเรามีตัณหา มีความอยากเกิดขึ้น ผลคือความทุกข์จะต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นความอยากเกิดขึ้นเมื่อไร จิตก็สร้างภพทันทีเลย ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ ภพก็คือความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต แล้วทันทีที่เกิดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันทีเลย มันไม่มีใครคัดค้านได้ มันเป็นสัจธรรมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำเหตุคือตัณหา ผลก็คือความทุกข์ ถ้าเราทำเหตุ คือศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์ 8 สิ่งที่เราได้คือความพ้นทุกข์ ความดับทุกข์ อันนี้ก็ไม่มีใครกล้าเถียงได้เพราะว่ามันเป็นสัจธรรม หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 มีนาคม 2567

Direct download: 670324.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

อันหนึ่งเข้าฌานให้ได้ ซึ่งเรายุคนี้เล่นยาก ถ้าได้ถึงฌานที่ 2 ตัวผู้รู้จะเด่นดวงขึ้นมาเลย แล้วยิ่งฌานสูงขึ้นๆ ตัวรู้ก็ยิ่งแข็งแรง เวลาออกจากฌานมา ตัวรู้จะเด่นดวงอยู่ได้หลายวัน ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรักษา แต่พวกเราทำฌานไม่เป็น ก็ใช้อีกวิธี อาศัยสติรู้ทันความปรุงแต่งของใจตัวเอง รู้มันไปเรื่อยๆ รู้ทันความปรุงแต่งของกายก็ได้ ร่างกายหายใจออกรู้สึก ร่างกายหายใจเข้ารู้สึก แล้วพอมันหลงลืมที่จะรู้ร่างกาย เราเคยฝึกที่จะรู้สึก ร่างกายหายใจออกหายใจเข้า พอมันหลงลืมร่างกายแป๊บเดียว มันก็จะกลับมารู้สึกได้ สภาวะอะไรก็ได้ ถ้าเรารู้ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า พอเราลืม หลงไปแล้วก็จังหวะการหายใจเปลี่ยน สติจะเกิดเองเลย จิตจะรู้ตัวขึ้นมา ตื่นขึ้นมา หรือจิตใจเรา เราเคยอ่าน มันสุขบ้าง มันทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง เรารู้ทันความปรุงแต่งที่มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอเราหลง จิตมีความทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ดูง่ายกว่าสุข อย่างดูเวทนา ทุกข์มันดูง่ายกว่าสุข เฉยๆ ดูยากที่สุดเลย ฉะนั้นทีแรกเราจะเห็นทุกข์ก่อน พอใจเราทุกข์ขึ้นมา มันแน่นๆ ขึ้นมา ก็มีสติรู้ทัน เราเคยดูความทุกข์ความสุขของจิตใจชำนาญ พอโกรธปุ๊บ ใจมันมีความทุกข์ขึ้นมาแล้ว มันก็จะเห็น มีสติรู้ทันขึ้นมา ทันทีที่รู้ว่ามีความทุกข์ จิตจะดีดผางขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้เลย ส่วนที่ครูบาอาจารย์สอน ส่วนใหญ่ให้ดูหลง เพราะหลงนั้นเกิดบ่อยที่สุด ถลำลงไปเพ่งไปจ้องภายใน อารมณ์กรรมฐานบ้าง อะไรที่แปลกปลอมไหวๆ ขึ้นข้างในบ้าง จิตไหลไปเพ่งไปจ้อง รู้ทัน ตรงที่เรารู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมา รู้ทันหลงแล้ว จิตจะดีดผางขึ้นมาเป็นผู้รู้ พอมีจิตเป็นผู้รู้ คราวนี้การภาวนาจะง่ายแล้ว หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 มีนาคม 2567

Direct download: 670323.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

พอเราเจริญวิปัสสนากรรมฐานมากๆ เราก็จะเห็นข้อบกพร่องของกาย มันบกพร่องคือมันไม่เที่ยง มันถูกความทุกข์บีบคั้น มันเป็นแค่วัตถุธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จิตก็วาง เห็นความจริงทางนามธรรมทั้งหลาย ล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ควบคุมไม่ได้ พอเห็นความจริง จิตก็วาง เรื่องอะไรต้องไปดิ้นรนแสวงหาความสุขในโลกให้วุ่นวาย ในเมื่อมันเป็นของที่ไม่ยั่งยืน เรื่องอะไรจะต้องเกลียดความทุกข์มากมาย ในเมื่อจริงๆ แล้วโลกนี้ก็มีแต่ทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นหรอก พอเราเดินปัญญาจริงๆ จิตเราก็จะเป็นกลางต่อสุขและทุกข์ ต่อดีและชั่ว สุดท้ายเราก็ปล่อยวาง เห็นความไม่ได้สาระแก่นสารก็วาง เพราะฉะนั้นการที่เราจะปล่อยวางรูปธรรมนามธรรมได้ เราต้องเดินวิปัสสนา ดูไตรลักษณ์ของรูปธรรมของนามธรรม ดูแล้วดูอีก ไม่ใช่คิดเอาเองว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ต้องรู้สึกเอา ต้องดูจนซาบซึ้งถึงอกถึงใจ ถึงจะปล่อยวางได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 17 มีนาคม 2567

Direct download: 670317.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

การปลูกต้นไม้ก็ต้องรู้จักต้นไม้ชนิดนี้ จะรดน้ำแค่ไหน จะใส่ปุ๋ยแค่ไหน เหมือนเรา เป็นต้นไม้ชนิดไหน เป็นต้นไม้ที่จะต้องเร่งความเพียรมาก หรือเป็นต้นไม้ที่ภาวนาไปเรียบๆ ง่ายๆ สังเกตตัวเองเอา อย่าทำไปด้วยความอยาก เห็นเขาภาวนาก็อยากอย่างเขา อย่างได้ยินว่าหลวงพ่อดูจิต เราก็อยากดูจิต เรายังไม่มีกำลังจะดูจิต เราก็ดูกายไป มันต้นไม้คนละชนิดกัน ต้นไม้แต่ละต้น เวลาจะใส่น้ำ จะใส่ปุ๋ยก็ต้องดู ต้นไม้ต้นนี้ต้องการน้ำมาก ก็ให้น้ำมาก ต้นนี้ต้องการน้ำน้อย ก็ให้น้ำน้อย ต้นนี้ต้องการปุ๋ยอย่างนี้ เราเอาปุ๋ยอีกอย่างไปใส่ มันก็ไม่โต ดีไม่ดีตาย ฉะนั้นต้นไม้แต่ละชนิดต้องการน้ำ ต้องการปุ๋ยไม่เหมือนกัน เราแต่ละคนก็ดูตัวเอง เราต้องการกรรมฐานชนิดไหนที่เหมาะกับเรา เรารู้จักประเมินตัวเอง ว่าเราเป็นต้นไม้ชนิดไหน ค่อยๆ ฝึกเอา หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 มีนาคม 2567

Direct download: 670316.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

การปฏิบัติ ให้เราคอยรู้ทันความปรุงแต่งเอาไว้ จิตเรามันปรุงแต่งตลอดเวลา ปรุงสุข ปรุงทุกข์ ปรุงดี ปรุงชั่ว ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ความปรุงแต่งก็ครอบงำจิตใจเรา มันปรุงสุขขึ้นมา เราก็หลง ระเริง ปรุงทุกข์ขึ้นมา เราก็กลุ้มอกกลุ้มใจ เสียอกเสียใจ ปรุงกุศล คนไม่มีสติปัญญาพอ จิตปรุงดีขึ้นมาก็หลง หลงดี หลงดีก็ทุกข์อย่างคนดี จิตปรุงชั่วร้ายที่สุด มันปรุงโลภขึ้นมา เราไม่เห็น ปรุงทิฏฐิขึ้นมา ไม่เห็น ปรุงโกรธ ปรุงหลง ฉะนั้นจุดสำคัญ เราจะต้องคอยรู้เท่าทันความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา มันไม่ยากหรอก อย่างขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ ยากไหมที่จะรู้ ส่วนใหญ่พอมีความสุขมันก็เผลอเพลิน มีความทุกข์ก็มัวแต่เศร้าโศก หดหู่ ท้อแท้ แทนที่มีความสุขก็รู้ว่ามีความสุข เห็นว่าความสุขเป็นของที่แปลกปลอมผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป ความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่ต้องไปหดหู่ท้อแท้ ก็เห็นว่าความทุกข์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนกันหมด จะสุขหรือจะทุกข์ก็คือมาแล้วก็ไป กุศลหรืออกุศลก็เหมือนกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ้าเราไม่รู้ทันความปรุงแต่ง จิตจะหลงในความปรุงแต่ง แล้วจิตเรามันจะยึดถือ ยึดถือจิตขึ้นมา ถ้ามีความปรุงแต่งเกิดขึ้น เรามีสติมีปัญญา จิตไม่เข้าไปยึดถือความปรุงแต่ง จิตก็ไม่เข้าไปยึดถือจิต หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 มีนาคม 2567

Direct download: 670310.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ถ้าเรายังไปปรุงแต่งจิตให้วิเศษแค่ไหน มันก็ยังเป็นของเก๊อยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะภาวนา อย่ามัวแต่นั่งปรุงแต่งจิต ให้มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตอย่างที่จิตเป็นไป มันก็จะอยู่ในหลักของคำว่ารู้ทุกข์ ละสมุทัย สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ 5 คือรูปนาม คือกายคือใจของเรานี้ล่ะ เราต้องรู้มัน ไม่ใช่ทิ้งมัน แล้วไปอยู่ในความว่าง เวลาที่เราจะรู้กายรู้ใจ เรามีสติรู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ มีสติเห็นร่างกายนี้ มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วก็มีปัญญาเห็นว่าร่างกายและก็จิต ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ สติเป็นตัวรู้สภาวะ สภาวะคือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ปัญญาเป็นตัวเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นต้องเดินให้ถูกหลัก คำว่า “ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ” นี่เป็นกฎของการปฏิบัติ เป็นแม่บทใหญ่อยู่ในอริยสัจ 4 อริยสัจ 4 ข้อคือ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้ง มรรคทำให้เจริญ ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็ถูกละ นิโรธก็ปรากฏขึ้นมา อริยมรรคก็เกิดขึ้น หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 มีนาคม 2567

Direct download: 670309.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

1 2 3 4 5 6 7 Next » 68