การที่เรามาดูจิตดูใจ เพื่อจะมารู้เท่าทันความพลิกแพลงของมัน เดี๋ยวมันก็สุข เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็ร้าย เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ ใจเราเป็นคนดู แล้วเราก็เห็นเลย สุข ทุกข์ ดี ชั่ว โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หดหู่ ไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่จิตไปรู้ไปเห็นเข้า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น อย่างนี้ภาวนาถึงจะได้หลัก -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ตุลาคม 2563 ไฟล์ 631011 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 631011.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 631011_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 631011_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

เราพยายามฝึกรู้สึกตัวขึ้นมา เห็นร่างกายนั่ง ร่างกายหายใจ ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง เราเห็นร่างกาย ใจเป็นคนดู ร่างกายเป็นของถูกดู ใจเป็นคนดู บางทีมีเวทนาแทรกเข้ามา จะเห็นเวทนาไม่ใช่กาย เวทนาก็ไม่ใช่จิต เวทนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง คำว่าส่วน ก็คือคำว่าขันธ์นั่นเอง เป็นอีกขันธ์หนึ่งแล้ว ดูลงไป ร่างกายนี้ไม่เห็นจะเป็นเราตรงไหนเลย มีแต่ของเป็นทุกข์ มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของไม่ใช่เรา เวทนาก็มีแต่บีบคั้น เกิดขึ้นมาแล้ว สภาวะสุขหรือทุกข์ก็ตาม ก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วครา วอะไรๆ เกิดขึ้นในร่างกายนี้ชั่วคราวหมด รวมทั้งอะไรที่เกิดในจิตใจก็ชั่วคราว เฝ้ารู้เฝ้าดูลงไป เอาไปทำนะ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 ตุลาคม 2563 ไฟล์ 631010 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 631010.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 631004_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 7:00pm +07

Direct download: 631004_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00pm +07

บุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบุญที่ประกอบด้วยปัญญา มันยกระดับจากบุญขึ้นมาเป็นกุศล เป็นเครื่องชำระล้างกิเลสได้ บุญมันก็ดีเหมือนกัน แต่เป็นกุศลดีกว่า กุศลแปลว่าฉลาด คือมันประกอบด้วยปัญญา ทำบุญที่ประกอบด้วยปัญญา คือ เราทำบุญเพื่อลดละกิเลสตัวเอง มันเป็นบุญใหญ่ ถ้าทำบุญโดยหวังผลตอบแทน ก็เป็นบุญที่น้อยหน่อย งานหลักสำคัญของเราชาวพุทธเราจริงๆ ไม่ใช่งานทำบุญหรอก แต่เป็นงานลดละกิเลส นี่คืองานหลักของเรา ... บุญหรือบาปมันอยู่ที่ใจเราเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่นหรอก ยิ่งเราทำบุญเพื่อลดละกิเลส มีวัตถุประสงค์อย่างนี้ มันจะพัฒนาขึ้นเป็นกุศล ลดละกิเลสได้ มันใหญ่กว่าบุญเยอะเลย บุญทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด ไปในภพภูมิที่มีความสุข แต่กุศลจะทำให้เราพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 ตุลาคม 2563 ไฟล์ 631004 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 631004.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 631003_T2.mp3
Category:short clips -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 631003_T1.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00am +07

เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง พอจิตหลงคิดรู้ทัน ที่จริงไม่เฉพาะหลงคิดหรอก จิตหลงไปทำอย่างอื่นแล้วรู้ทัน ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่หลงคิด เลยมุ่งมาที่หลงคิด อย่างจิตโกรธ รู้ว่าโกรธ ทันทีที่รู้ว่าโกรธ จิตผู้รู้ก็เกิดแล้ว หลงไปคิด รู้ว่าหลงไปคิด จิตหลงคิดดับ จิตผู้รู้ก็เกิดขึ้นมา ตรงที่มันมีจิตเป็นผู้รู้แล้ว ฝึกไปเรื่อย ๆ อย่ารักษามันนะ เพียงแต่ว่าให้มันเกิดบ่อย ๆ อย่ารักษาจิตผู้รู้ไว้ ถ้าเราจงใจรักษาจะเครียด จะเพ่ง เราคอยรู้ทันเท่านั้น จิตหลงแล้วรู้ ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ ต่อไปจิตจะตั้งมั่น เด่นดวงขึ้นมาเอง เหมือนๆ อยู่ได้นาน ที่จริงก็คือจิตรู้เกิดแล้วก็ดับ ๆ แต่มันเกิดดับต่อเนื่องกัน เป็นจิตรู้ยาวขึ้นมา เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้ฝึก มีจิตรู้แวบเดียว แล้วก็จิตหลงอีกยาวเลย นาน ๆ มีจิตรู้ทีหนึ่ง อย่างนั้นเจริญปัญญาไม่ได้ กำลังไม่พอ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 ตุลาคม 2563 ไฟล์ 631003 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 631003.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

สภาวธรรมทั้งรูปธรรม-นามธรรมทั้งหลาย แต่ละตัวๆ มีลักษณะเฉพาะ มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ทำให้สามารถแยกได้ ว่าตัวนี้กับตัวนี้เป็นคนละตัวกัน โลภกับโกรธนั้นคนละตัว สุขกับทุกข์มันคนละตัวกัน ดีกับชั่วก็คนละตัว กายกับใจก็คนละตัว ดิน น้ำ ไฟ ลมก็เป็นคนละตัวกัน แต่ละตัว เราแยกได้ แต่แค่นี้ยังไม่พ้นทุกข์หรอก แค่เห็นลักษณะเฉพาะตัวของสภาวธรรมแต่ละตัว ยังไม่สามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ เราจะพ้นทุกข์ได้ ถ้าเราเห็นลักษณะร่วมของสภาวธรรมทุกๆ ตัว หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 กันยายน 2563 ไฟล์ 630927 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630927.mp3
Category:Audio Book -- posted at: 6:00am +07

จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ เราไปดูได้จากธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้า ท่านสอนหลักของการปฏิบัติไว้หมดเลย เริ่มต้นท่านบอกว่า “มีสิ่งอยู่สองสิ่งที่บรรพชิตไม่ควรส้องเสพ” เป็นภาษาโบราณ ทีนี้พวกเรายังไม่ใช่บรรพชิต เราเป็นฆราวาส เราเป็นนักปฏิบัติ มันก็มีสองสิ่ง อันเดียวกันที่เราไม่ควรส้องเสพ ไม่ควรทำอันหนึ่งคือกามสุขัลลิกานุโยค การปล่อยใจปล่อยกายตามกิเลสไปเรื่อย วันๆ ก็เฮฮาปาร์ตี้ไปเรื่อย เที่ยวเล่นเที่ยวคุยไม่ได้เรื่อง อันที่สอง เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค สิ่งที่ให้ทำก็คืออริยมรรคมีองค์แปด อยู่ในทางสายกลางที่ไม่สุดโต่งไปสองฝั่งนั้น... เวลาภาวนา อย่าผิดสองอย่างนั้นก่อน แล้วลงมือทำกรรมฐานไป มีความเพียร เช่น หายใจเข้าพุทหายใจออกโธไป แต่ไม่ได้ทำเพื่อเอาความสงบ ไม่ได้ทำเพื่อเอาความสุข ไม่ได้ทำเพื่อเอาความดี ทำเป็นเครื่องรู้เครื่องอยู่ของจิตเท่านั้นเอง พยายามฝึกตัวเองทุกวันๆ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กันยายน 2563 ไฟล์ 630926 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630926.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

อย่างบริบทสิ่งแวดล้อมทั้งหลายมันเปลี่ยน แต่เนื้อแท้ของธรรมะไม่เปลี่ยน เราภาวนาจนเข้าถึงแก่นของธรรมะแล้ว เราจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ว่ามันธรรมดา ไม่ใช่ของอัศจรรย์อะไร แต่มันเป็นของธรรมดาเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะต้านไม่ไหว ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลง เพราะเรารู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้มันธรรมดา -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 กันยายน 2563 ไฟล์ 630920 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630920.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 630927_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

เราหวังพึ่งคนอื่นหวังยาก บางคนสมัยก่อนมีลูก หวังพึ่งลูก เดี๋ยวนี้พึ่งไม่ได้ หวังมีคู่ชีวิต เกิดเหลืออยู่คนเดียว ไม่มีคู่ชีวิตแล้ว เราซ้อมอยู่กับธรรมะ อยู่กับลมหายใจของเรา อย่าหายใจทิ้ง หายใจออก หายใจเข้า รู้สึกไปเรื่อยๆ เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดูไปเรื่อยๆ เราจะไม่เหงาไม่ว้าเหว่ เรามีลมหายใจเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่ไม่ทิ้งเราจนวันตาย ตายเมื่อไหร่ก็ทิ้งกันเมื่อนั้น ก็เลิกหายใจ ยังไม่ตาย ยังหายใจอยู่ เพื่อนตัวนี้ยังไม่ทิ้งเรา คนอื่นสิ่งอื่นทิ้งเราได้ แต่ลมหายใจยังไม่ทิ้งเราไป หัดอยู่กับมันให้คุ้นเคย หายใจออกหายใจเข้า รู้สึกไปเรื่อยๆ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 19 กันยายน 2563 ไฟล์ 630919 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630919.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 630927_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 630926_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 630926_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

เราอาศัยฟังธรรมได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็เริ่มหัดหมายรู้แยกขันธ์ออกไป แต่ละขันธ์นี่เราก็ดู ว่ามันเที่ยงหรือมันไม่เที่ยง ร่างกายนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ความสุขทุกข์นี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ความดีความชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นในใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง จิตนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ค่อยๆ ดูความจริงไป อย่างจิตนี่มันไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้ไปดูรูป เป็นผู้ไปฟังเสียง เป็นผู้ไปดมกลิ่น เป็นผู้ไปลิ้มรส เป็นผู้รู้สัมผัสทางร่างกาย เป็นผู้คิดนึกปรุงแต่งทางใจ เห็นไหมจิตไม่คงที่เลยเปลี่ยนแปลงตลอด เดี๋ยวเกิดที่ตา เดี๋ยวเกิดที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ ฉะนั้นจิตเองก็ไม่เที่ยง การที่เราแยกขันธ์ได้ ก็เพื่อเราจะได้เห็นว่าขันธ์แต่ละขันธ์มันไม่เที่ยง มันถูกบีบคั้น มันบังคับไม่ได้ คำว่าไม่เที่ยง หมายถึงของซึ่งเคยมีแล้วมันไม่มี ของที่เคยมีแล้วมันไม่มี คำว่าทุกขัง เป็นทุกข์ หมายถึงของที่กำลังมีกำลังถูกบีบคั้นให้แตกสลายไป -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 กันยายน 2563 ไฟล์ 630913 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630913.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 630920_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

เรามาศึกษาธรรมะมาปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ เราต้องสาวลงไปให้เห็นเหตุของทุกข์ว่ามันคืออะไร เวลาจะละ ละที่เหตุ เหตุของความทุกข์ดับ ความทุกข์ก็ดับ เรียนลงไปที่เหตุ ละลงไปที่เหตุ ผลละไม่ได้ ตัวทุกข์เป็นตัวผล ทำเหตุแล้วก็ต้องมีผล เหตุมีหลายระดับ อย่างตื้นๆ เลยก็คือ เรามีความอยากใจก็เกิดความดิ้นรน ใจดิ้นรนใจก็ทุกข์ ลึกลงไปอีกทำไมมันอยาก มันอยากเพราะมันไม่รู้ความจริงของกายของใจ มันไม่รู้ว่ากายนี้คือตัวทุกข์ มันก็เลยเกิดความอยากให้กายมีความสุข เกิดความอยากให้กายไม่ทุกข์ มันไม่รู้ความจริงของจิตว่าเป็นตัวทุกข์ มันก็เลยเกิดความอยากให้จิตมีความสุข ให้จิตไม่ทุกข์ มีความอยากเกิดขึ้นก็เกิดการดิ้นรนของใจ ใจมันจะดิ้นๆๆ ความดิ้นรนของใจเกิดขึ้น ความทุกข์ทางใจก็เกิดขึ้น นี่เป็นใจความย่อๆ ของธรรมะที่ชื่อ ปฏิจจสมุปบาท -- หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กันยายน 2563 ไฟล์ 630912 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630912.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

Direct download: 630920_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 630919_T2.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 630919_T1.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 5:00pm +07

ทันทีที่เรามีสติรู้ทันใจที่อยาก สติเกิดปุ๊บนี่กิเลสมันทนสติไม่ได้ ตัณหาความอยากมันจะดับอัตโนมัติ ไม่ต้องไปดับมัน ไม่ต้องหาวิธีต่อสู้กับมัน อย่างที่ได้กลิ่นดอกไม้หอม แล้วไปตัดดอกไม้ทิ้งอย่างนี้ อันนั้นไม่ได้พ้นตัณหาหรอก ทำตามแต่ทำตามในเชิง negative ในเชิงปฏิเสธ เรามีสติรู้ลงไปเท่านั้น ใจมันอยาก ก็รู้ๆ ความอยากจะดับอัตโนมัติ ขั้นต้นฝึกไปอย่างนี้ สู้มันด้วยสติ ต่อไปสู้ด้วยปัญญา จะเห็นลึกซึ้งลงไป ตรงนั้นต้องเห็นปฏิจจสมุปบาทในขั้นละเอียดลงไปอีก พวกเราตอนนี้ยังไม่เห็น ถ้าเห็นละเอียดลงไป เราจะรู้เลยตัณหาเกิดจากอะไร หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 กันยายน 2563 ไฟล์ 630906 ซีดีแผ่นที่ 87

Direct download: 630906.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

1 « Previous 4 5 6 7 8 9 10 Next » 59