Direct download: 661021_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661021_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 661015_VT2__.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661015_VT1__.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 661014_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661014_VT1__.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 661013_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661013_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 661008_VT2___.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661008_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 661007_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661007_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

การปฏิบัติ ให้เราคอยรู้ทันความปรุงแต่งเอาไว้ จิตเรามันปรุงแต่งตลอดเวลา ปรุงสุข ปรุงทุกข์ ปรุงดี ปรุงชั่ว ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ความปรุงแต่งก็ครอบงำจิตใจเรา มันปรุงสุขขึ้นมา เราก็หลง ระเริง ปรุงทุกข์ขึ้นมา เราก็กลุ้มอกกลุ้มใจ เสียอกเสียใจ ปรุงกุศล คนไม่มีสติปัญญาพอ จิตปรุงดีขึ้นมาก็หลง หลงดี หลงดีก็ทุกข์อย่างคนดี จิตปรุงชั่วร้ายที่สุด มันปรุงโลภขึ้นมา เราไม่เห็น ปรุงทิฏฐิขึ้นมา ไม่เห็น ปรุงโกรธ ปรุงหลง ฉะนั้นจุดสำคัญ เราจะต้องคอยรู้เท่าทันความปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา มันไม่ยากหรอก อย่างขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ ยากไหมที่จะรู้ ส่วนใหญ่พอมีความสุขมันก็เผลอเพลิน มีความทุกข์ก็มัวแต่เศร้าโศก หดหู่ ท้อแท้ แทนที่มีความสุขก็รู้ว่ามีความสุข เห็นว่าความสุขเป็นของที่แปลกปลอมผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป ความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ไม่ต้องไปหดหู่ท้อแท้ ก็เห็นว่าความทุกข์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนกันหมด จะสุขหรือจะทุกข์ก็คือมาแล้วก็ไป กุศลหรืออกุศลก็เหมือนกัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ้าเราไม่รู้ทันความปรุงแต่ง จิตจะหลงในความปรุงแต่ง แล้วจิตเรามันจะยึดถือ ยึดถือจิตขึ้นมา ถ้ามีความปรุงแต่งเกิดขึ้น เรามีสติมีปัญญา จิตไม่เข้าไปยึดถือความปรุงแต่ง จิตก็ไม่เข้าไปยึดถือจิต หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 มีนาคม 2567

Direct download: 670310.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 661001_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 661001_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

Direct download: 660930_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 660930_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

ถ้าเรายังไปปรุงแต่งจิตให้วิเศษแค่ไหน มันก็ยังเป็นของเก๊อยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะภาวนา อย่ามัวแต่นั่งปรุงแต่งจิต ให้มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตอย่างที่จิตเป็นไป มันก็จะอยู่ในหลักของคำว่ารู้ทุกข์ ละสมุทัย สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ 5 คือรูปนาม คือกายคือใจของเรานี้ล่ะ เราต้องรู้มัน ไม่ใช่ทิ้งมัน แล้วไปอยู่ในความว่าง เวลาที่เราจะรู้กายรู้ใจ เรามีสติรู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ มีสติเห็นร่างกายนี้ มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตใจก็เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วก็มีปัญญาเห็นว่าร่างกายและก็จิต ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ สติเป็นตัวรู้สภาวะ สภาวะคือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ปัญญาเป็นตัวเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นต้องเดินให้ถูกหลัก คำว่า “ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ” นี่เป็นกฎของการปฏิบัติ เป็นแม่บทใหญ่อยู่ในอริยสัจ 4 อริยสัจ 4 ข้อคือ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้ง มรรคทำให้เจริญ ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็ถูกละ นิโรธก็ปรากฏขึ้นมา อริยมรรคก็เกิดขึ้น หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 มีนาคม 2567

Direct download: 670309.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

ธรรมะคือความจริง ความจริงขั้นที่หนึ่งก็คือ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของเรา อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับทั้งสิ้น ความจริงระดับกลางก็คือ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของดีหรอก ร่างกายนี้คือทุกข์ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ความจริงขั้นสูงก็คือ จิตใจนั่นล่ะมีแต่ทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ตรงที่เห็นทุกข์เรียกว่าเรารู้ทุกข์ ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง กายนี้ทุกข์ ใจนี้ทุกข์ ความยึดถือในกายในใจก็ไม่มี ความอยากให้กายให้ใจเป็นสุข ความอยากให้กายให้ใจไม่ทุกข์ ก็ไม่มี นี่รู้ทุกข์ก็ละความอยากได้ เรียกรู้ทุกข์แล้วละสมุทัยได้ ทันทีที่เราละความอยากออกจากจิตได้ นิโรธคือภาวะที่พ้นจากความดิ้นรนปรุงแต่ง พ้นจากความอยากคือพระนิพพาน จะปรากฏขึ้นให้เรารับรู้ นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหาสิ้นความอยาก มันสิ้นความอยากได้เพราะมันรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง การรู้ทุกข์ก็คือการรู้ความจริงของกายของใจอย่างแจ่มแจ้ง ก็จะละความอยากได้ ทันทีที่จิตหมดความอยาก จิตเข้าถึงความสงบสุข ความสงบสุขนั่นล่ะคือสภาวะของนิพพาน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 6 มีนาคม 2567

Direct download: 670306.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 660924_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 660924_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

เรียนธรรมะ เราฟังหรือเราอ่านพอให้รู้วิธีปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ช่วยเราได้แค่นั้น ให้เรารู้วิธีปฏิบัติ ถัดจากนั้นเราก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ทำไปแล้วมีปัญหาติดขัดอะไร ก็ถามครูบาอาจารย์ ไม่ใช่นั่งคิดไปเรื่อยๆ ฟังแล้วก็คิดไปๆ หวังว่าวันหนึ่งจะเข้าใจธรรมะ ธรรมะเข้าใจไม่ได้ด้วยการคิดเอาหรอก ต้องลงมือเจริญสติ จุดอ่อนของปัญญา ก็คือคิดมาก หลายคนหลวงพ่อสอนให้รู้สึกตัว ให้ดูกายดูใจ เขาบอกเขายังดูไม่ได้ ต้องคิดไว้ก่อน เออ ก็คิดไป ชาตินี้คิด ชาติหน้าก็ไปคิดต่อ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิดเอา เรียนด้วยการรู้สึก รู้สึกกาย รู้สึกใจ ดูกายหายใจออก หายใจเข้า ก็เห็นร่างกายหายใจออกหายใจเข้า ไม่ใช่เราหายใจออก ไม่ใช่เราหายใจเข้า ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เราก็เห็นร่างกายมันยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่เรายืน เดิน นั่ง นอน หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มีนาคม 2567

Direct download: 670303.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

Direct download: 660923_VT2_.mp3
Category:short clips -- posted at: 6:00pm +07

Direct download: 660923_VT1_.mp3
Category:short clips -- posted at: 8:00am +07

ก่อนที่จะเห็นไตรลักษณ์ได้ ก็ต้องเห็นลักษณะแต่ละตัวๆ จะเห็นว่าสภาวะแต่ละตัวเกิดแล้วดับ สภาวะแต่ละตัวเกิดแล้วดับ เห็นซ้ำๆๆ ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ล้านครั้ง แล้วแต่ความดื้อของจิต บางคนเห็น 2 - 3 ที จิตเข้าใจแล้ว ยอมรับความจริงแล้ว เออ ทุกอย่างเกิดแล้วดับ เป็นพระโสดาบัน บางคนดูตั้งล้านครั้งแล้วถึงจะเห็น เพราะจิตมันสะสมปัญญามาน้อยหน่อย เพราะฉะนั้นลักษณะ 2 ประการนี้ ทำความรู้จักไว้ สภาวธรรมทั้งหลายมีลักษณะ 2 ประการ คือลักษณะเฉพาะตัว ทำให้ตัวมันแตกต่างกับสภาวะอันอื่น ทำให้เราเห็นได้ว่า ตอนนี้ตัวนี้เกิด ตอนนี้ตัวนี้ดับ มันจะเห็นได้ อีกอันหนึ่งคือลักษณะร่วมคือไตรลักษณ์ อันนั้นเป็นปัญญารวบยอดแล้ว เกิดจากการเห็นแต่ละตัวๆ เกิดดับ สุดท้ายจิตมันสรุป จิตสรุปไม่ใช่เราสรุป ถ้าให้เราสรุป เราสรุปกันตอนนี้เลยว่า สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับ แล้วเราก็เป็นปุถุชนเหมือนเดิม ต้องให้จิตมันสรุปเอง ถ้าไปคิดนำ มันก็ไม่ได้เรื่องหรอก หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 มีนาคม 2567

Direct download: 670302.mp3
Category:Dhamma Talks -- posted at: 6:00am +07

1 « Previous 1 2 3 4 5 6 7 Next » 98